Wednesday, August 19, 2009


นักดื่มพึงระวัง โรคที่เกิดจากการดื่มสุรา

สารพัดโรคร้าย ที่นักดื่มต้องระวัง

สารพัดโรคร้าย ที่นักดื่มต้องระวัง

สุรา สิ่งบันเทิงใจของนักดื่มทั้งหลาย มีงานเลี้ยงที่ไหน เทศกาลอะไร พระเอกของงานที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ สุรา และเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ ซึ่งแอลกอฮอล์เป็นสารเสพติดชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากการหมักผัก ผลไม้ หรือเมล็ดพืชชนิดต่างๆ แล้วแต่งกลิ่น ในเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์แต่ละชนิดจะมีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ต่างกัน เช่น เหล้ามีแอลกอฮอล์ 40 % ไวน์มีแอลกอฮอล์ 12 % และเบียร์มีแอลกอฮอล์ 5 %

โดยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะกดประสาท ทำให้สมองทำงานช้าลง พูดจาอ้อแอ้ เดินไม่ตรงทาง ความคิดสับสน และเป็นหนึ่งสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุ เกิดความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และในภาคเศรษฐกิจ แม้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างก็พยายามออกมารณรงค์ ลด ละ เลิก แต่สถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในเทศกาลต่างๆ ก็ยังอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง

นายแพทย์ชาย มหิทธิภาคย์ แพทย์ประจำศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลเวชธานี ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า “ สุรา หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หากดื่มในปริมาณที่มากเกินไป และติดต่อกันเป็นเวลานาน ย่อมมีผลเสียต่อสุขภาพ นอกจากจะทำให้ผู้ดื่มขาดสติ แล้วยังเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ มากมาย ได้แก่

กลุ่มโรคทางระบบประสาท ทำให้ความจำเสื่อม หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย เสียการควบคุมด้านอารมณ์ โรคนอนไม่หลับ กระบวนการการรับรู้ ความเข้าใจ บกพร่อง ขาดสติ จิตหลอน ประสาทหลอน โรคคลั่งเพ้อ เกิดจากโรคพิษสุราเรื้อรัง การทำหน้าที่ของสมองผิดปกติส่งผลถึงการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย อาจทำให้กล้ามเนื้อส่วนปลายแขน ขา อ่อนแรง ปลายประสาทพิการ โรคซึมเศร้า โรคลมชัก และโรคระแวงเพราะสุรา
กลุ่มโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งในปากและช่องปาก มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งเต้านมในผู้หญิง และมะเร็งรังไข่
กลุ่มโรคเรื้อรังอื่นๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้เช่น โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน โรคเบาหวาน (เกิดจากตับอ่อนอักเสบ) โรคตับอักเสบ โรคตับแข็งจากสุรา โรคตับอ่อนอักเสบแบบเฉียบพลัน และ แบบเรื้อรัง โรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือโรคกระเพาะอักเสบจากสุรา เพราะแอลกอฮอล์จะทำลายสารเคลือบกระเพาะ ทำให้เกิดแผลจนกระเพาะทะลุ หรือเลือดออกในกระเพาะ สังเกตได้จากการถ่ายอุจจาระ หรืออาเจียนเป็นเลือด โรคต่อมหมวกไต กระดูกพรุน โรคเกาต์ โรคพิษสุราเรื้อรัง

กลุ่มโรคหลอดเลือดและหัวใจ คนที่ดื่มสุราเป็นประจำมีโอกาสเกิดโรคหัวใจได้มากกว่าคนที่ดื่มน้อยกว่า เนื่องจากแอลกอฮอล์จะทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบ และยังอาจทำให้เกิด ความผิดปกติของกล้ามเนื้อหรือเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจหรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมจากสุรา โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ สมองส่วนนอกลีบฝ่อ อาการระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกิน โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจล้มเหลว

ผลกระทบต่อลูกน้อยสำหรับนักดื่มที่กำลังตั้งครรภ์ ส่งผลให้ทารกมีน้ำหนักตัวแรกคลอดน้อย ปากแหว่งเพดานโหว่ ดวงตาและกรามมีขนาดเล็ก สมองเล็กกว่าปกติ หัวใจผิดปกติแต่กำเนิด แขน-ขาเจริญเติบโตผิดปกติ ความสามารถในการมองเห็นน้อยกว่าทารกปกติ ร้องกวนโยเยง่าย รูปร่างแคระแกรน นอนหลับยาก และมีระดับสติปัญญาต่ำกว่าปกติ
หลายคนยังสงสัยว่า ดื่มมากขนาดไหนที่เรียกว่า “ติดสุรา” นพ.ชาย กล่าวว่า สามารถแบ่งให้เห็นชัดเจนได้ 3 ระดับ คือ ระดับแรกดื่มเฉพาะตอนที่เข้าสังคม ระดับที่สองดื่มเป็นระยะ และกลุ่มที่สามดื่มจนติดหรือที่เรียกว่า "แอลกอฮอล์ลิซึ่ม" คนที่ดื่มจนติดแล้ว มักจะดื่มเป็นประจำทุกวัน และเพิ่มปริมาณในการดื่มมากขึ้น ถ้าหยุดดื่มจะมีอาการ เช่น ใจสั่น มือสั่น คล้ายจะเป็นลม
นักดื่มหลายท่านบอกว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบอกปฏิเสธหรือ “เลิกดื่ม” เป็นการถาวร ทว่าคุณยังสามารถดื่มได้อย่างมีสติและรับผิดชอบ โดยถือหลักปฏิบัติง่ายๆ เช่น ต้องรู้จักสุขภาพตนเอง ถ้าไม่แข็งแรง เมาง่าย ก็ควรดื่มแบบพอเพียง..เรียกว่า ดื่มแบบรู้ตัว รู้รับผิดชอบต่อผู้อื่น รวมถึงรู้กาลเทศะและสถานที่ด้วย หากต้องขับรถก็ต้องมีสติ “เมาไม่ขับ” หรือหากมีพฤติกรรมเมาแล้วส่งเสียงดัง โวยวาย ทำความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ก็ไม่ควรดื่มจนเมา ที่สำคัญต้องรู้บทบาทตนเอง ถ้าเป็นพ่อแม่ หรือเป็นผู้ปกครองก็ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีต่อเด็กๆ ด้วย

สำหรับคนที่ดื่มจนติดแล้วต้องการเลิกเหล้า คุณหมอแนะนำว่า ไม่ควรเลิกแบบทันทีทันใด แต่ควรลดปริมาณการดื่มลงทีละน้อย หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการดื่มเหล้าได้ ควรรับประทานอาหารให้อิ่มท้อง พยายามอย่าให้ท้องว่าง ขณะเดียวกันควรหันไปดื่มน้ำผลไม้แทน และพยายามทำกิจกรรมต่างๆ หรือเล่นกีฬา ออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อให้ร่ายกายแข็งแรง กรณีที่มีอาการติดเหล้ารุนแรงควรมาพบแพทย์เพื่อทำการบำบัดรักษา และรับการตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำทุกปี



อ้างอิงที่มา : ข้อมูลและภาพจากโรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com

: ไทยรัฐออนไลน์ โดย ทีมข่าวไลฟ์สไตล์ 19 สิงหาคม 2552, 17:14 น.
tags : โรงพยาบาลเวชธานี นายแพทย์ชาย มหิทธิภาคย์ ติดสุรา แอลกอฮอล์ลิซึ่ม
ข่าวที่เกี่ยวข้องข่าวอื่นๆ ในไลฟ์สไตล์


อ้างอิงภาพ : kaksorn.com/images4/article/0452/a0407_3.jpg



cherry

Thursday, August 13, 2009

แม่ของแผ่นดิน

--- NooYiN wrote:



http://www.numtan.com/story_2/picupreply/45-9-1060304381.jpg


http://www.bloggang.com/data/kumpine/picture/1120716015.jpg


http://workflow.cad.go.th/images/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99-1.jpg

โง่-จน-เจ็บ อ่านทางนี้แล้วแก้ไขได้จริง

โง่-จน-เจ็บ อ่านทางนี้แล้วแก้ไขได้จริง

นักวิชาการจากจุฬาฯ พบ 10 ปัจจัย ที่ช่วยให้หลุดพ้นจากความยากจน และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข พร้อมกับให้ความสำคัญกับโรงเรียน ในการสร้างเด็กให้เป็นคนดี

รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยผลวิจัยเรื่อง "สุขภาวะของครอบครัวผู้มีรายได้น้อย" โดยสำรวจเชิงคุณภาพ 50 ครอบครัวที่มีรายได้น้อย โดยมีเงินเดือนไม่ถึง 10,000 บาทต่อเดือน ในเขตกรุงเทพฯและต่างจังหวัด พบปัจจัย 10 ประการที่ทำให้ครอบครัวยากจนสามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้และอยู่อย่างมีความสุข คือ

1. ไม่ยอมรับความคิดเดิมๆที่สังคมยัดเยียดให้ เช่น ความคิดที่ว่าเป็นคนจนการศึกษาต่ำ อาชีพไม่แน่นอน เจ็บ ป่วยบ่อย หรือ "โง่ จน เจ็บ"

2. มีคำสอนของพ่อแม่เป็นแนวทาง เช่น อดทน ขยัน ตั้งใจเรียน และเป็นคนดี

3. ขยันทำมาหากิน

4. มีการบริหารจัดการด้านเวลาดี โดยใช้เวลาอยู่กับลูกอย่างคุ้มค่า และอบรมสั่งสอนลูกให้เป็นคนดีมีคุณธรรม

5. มีการสื่อสารเชิงบวก เช่น ทำความเข้าใจกับลูกเกี่ยวกับฐานะทางการเงิน ร่วมกันวางแผนใช้จ่ายเงินในครอบครัว มีการปลอบใจและแก้ไขปัญหาร่วมกัน

6. มีกลวิธีในการสร้างความคิดดีและตอกย้ำการคิดดีทำดีให้กับลูก เช่น การให้ลูกช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน

7. ปลูกฝังให้ลูกๆเป็นคนดี ไม่โกหกตั้งแต่เล็ก หรือไม่เกินประถมศึกษา ไม่รอจนถึงมัธยม ซึ่งจะปลูกฝังได้ยากกว่า

8. พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก เช่น เป็นคนดีมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น

9. ครอบครัวยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงโดยปฏิบัติจริง เช่น ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นหวย มีการทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างละเอียดจนถึงเศษสตางค์ ปลูกผัก เลี้ยงปลา เพื่อลดรายจ่ายด้านอาหาร และ

10. เก็บเงินไว้เพื่อการศึกษาของบุตรหลานให้ได้เรียนสูงที่สุด ซึ่งพบว่าเมื่อลูกเรียนจบระดับสูงก็จะดึงพ่อแม่ให้หลุดพ้นจากความยากจนได้ด้วย

"โรงเรียนก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างเด็กให้เป็นคนดี เช่น ยกย่องเด็กที่ทำความดี เรียนดี หรือการที่ครูตบบ่าให้กำลังใจเมื่อเด็กทำสิ่งที่ถูกต้อง จะทำให้เด็กมีกำลังใจที่จะทำความดี ขยัน ตั้งใจเรียน และไม่หลุดจากระบบการศึกษา" รศ.ดร. สมพงษ์กล่าวและว่า จากการสำรวจพบว่า ครอบครัวยากจน 10% ที่ยึดหลักการดังกล่าว สามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับครอบครัวอื่นๆ หากทำได้ก็จะหลุดพ้นจากความโง่ จน เจ็บ ได้.



อ้างอิงที่มา : ไทยรัฐออนไลน์โดย ทีมข่าวการศึกษา 13 สิงหาคม 2552, 05:45 น.

tags : 10 ปัจจัย คนไทย สมพงษ์ จิตระดับ

อ้างอิงภาพ : www.tv4kids.org/autopage/images/ThuFebruary20

Wednesday, August 12, 2009

ชมฝนดาวตกเปอร์เซอุสคืนนี้






ชมฝนดาวตกเปอร์เซอุสคืนนี้


สมาคมดาราศาสตร์ไทยรายงาน ประเทศไทยจะเห็นฝนดาวตกเช่นกัน คาดจะเห็นถี่มากที่สุดในช่วงเช้ามืดของวันที่ 13 ส.ค. ด้วยอัตรา 50-60 ดวง/ชม. แต่อาจมีแสงจันทร์เป็นอุปสรรค

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวานนี้ (11 ส.ค.) ว่า ในวันนี้ ( 12 ส.ค.) โลกจะโคจรผ่านกลุ่มฝุ่นควันที่หนาทึบที่สุดของดาวหาง "Swift-Tuttle" เป็นเหตุให้สะเก็ดของดาวหางตกลงสู่ชั้นบรรยากาศของโลก และเกิดการลุกไหม้กลายเป็นลำแสงฝนดาวตกทั่วท้องฟ้า ทำให้สามารถมองเห็นฝนดาวตกได้ด้วยตาเปล่า

ทั้งนี้ นายบิล คุ๊ก นักดาราศาสตร์จากองค์การนาซ่า แนะนำว่าหากใช้กล้องส่องทางไกลอาจดีกว่ามองดูด้วยตาเปล่า สามารถชมปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้ได้ที่บริเวณกลุ่มดาวเปอร์เซอุส ซึ่งเป็นกลุ่มดาวทางเหนือของท้องฟ้า อยู่ระหว่างกลุ่มดาวอันโดรเมดา, กลุ่มดาวแคสสิโอเปีย, กลุ่มดาววัว และกลุ่มดาวสารถี โดยปรากฏการณ์นี้จะเริ่มตั้งแต่ 22.00 น. คืนนี้ จนถึงรุ่งสางของวันพรุ่งนี้

สำหรับประเทศอังกฤษมีสามารถชมฝนตาวตกได้ตั้งแต่เช้าวันนี้ จนถึงเช้าวันพรุ่งนี้ ทั้งนี้ทางการอังกฤษคาดว่าประชาชนจะนิยมไปชมฝนดาวตกกันที่สนามกีฬา สวนสาธารณะ หรือแม้กระทั่งบริเวณเขตป่าอนุรักษ์

ด้านสมาคมดาราศาสตร์ไทยรายงานว่า ประเทศไทยจะเห็นฝนดาวตกเช่นกัน คาดว่าจะเห็นถี่มากที่สุดในช่วงเช้ามืดของวันที่ 13 ด้วยอัตรา 50-60 ดวงต่อชั่วโมง แต่อาจมีแสงจันทร์เป็นอุปสรรค

ในคืนที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งแจ่มใส ไร้แสงจันทร์แสงไฟ และเมฆหมอกรบกวน แลเห็นดาวระยิบระยับเต็มทั่วฟ้าถ้าแหงนหน้ามองท้องฟ้าเป็นเวลาไม่นานนัก เรามักจะได้เห็นแสงสว่างวูบวาบเคลื่อนผ่านไปในท้องฟ้าที่เรียกว่าดาวตก หรือ ผีพุ่งไต้ แท้จริงแสงวูบวาบที่เราเห็นไม่ได้เป็นดาว แต่เป็นก้อนหินขนาดเล็ก ๆ ที่ล่องลอยอยู่ทั่วไปในอวกาศ ซึ่งมีอยู่มากมายมหาศาล เรียกว่า อุกกาบาต(Meteors) เมื่อเข้าใกล้โลกจะถูกโลกดึงดูด
วิ่งฝ่าเสียดสีกับบรรยากาศจนร้อนแดงลุกไหม้ ปรากฏแสงสว่างเคลื่อนเป็นทางยาวไปในท้องฟ้า ส่วนใหญ่แล้ว อุกกาบาตจะมีขนาดเล็กมาก ลุกไหม้หมดไปในบรรยากาศ มีบ้างที่อุกกาบาตมีขนาดค่อนข้างใหญ่ลุกไหม้ไม่หมดเหลือตกลงถึงพื้นโลกเป็น ลูกอุกกาบาต(Meteorites) หากลูกอุกกาบาตมีขนาดใหญ่มาก เมื่อตกกระแทกพื้นโลกจะทำให้เกิดหลุมอุกกาบาต เช่น หลุมอุกกาบาตแบร์ริงเจอร์(The Barringer Crater) ใกล้เมืองวินสโลว์(Winslow) รัฐอริโซน่า(Arizona) สหรัฐอเมริกา ปากหลุมกว้าง 1,280 เมตร ลึก 180 เมตร ความลึกนี้พอ ๆ กับตึกสูง 40 ชั้น ประมาณว่าลูกอุกกาบาตที่ตกกระแทกทำให้เกิดหลุมครั้งนี้คงมีน้ำหนักราว 1 ล้านตันตกเมื่อประมาณ 20,000 ปีมาแล้ว

หลุมอุกกาบาตแบร์ริงเจอร์


นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่ามีอุกกาบาตตกใส่โลกวันละมากกว่า 20 ล้านชิ้น รวมน้ำหนักกว่า 1,000 ตัน
แต่อุกกาบาตส่วนใหญ่มีขนาดเล็กมาก เมื่อเสียดสีจนลุกไหม้ก็มีความสว่างน้อยมากจนมองไม่เห็น เฉพาะ
ลูกอุกกาบาตที่มีขนาดใหญ่หน่อยจึงเสียดสีลุกไหม้ แล้วมีความสว่างมากพอมองเห็นเป็นดาวตกได้ ประมาณ
ว่ามีลูกอุกกาบาตที่มีน้ำหนักมากกว่า 0.5 กิโลกรัมตกลงสู่พื้นโลกปีละประมาณ 150 ลูก ขนาดเล็ก ๆ คงมี
จำนวนมากแต่ส่วนใหญ่จะตกในทะเล มหาสมุทร หรือป่าเขาลำเนาไพรยากแก่การพบเห็น ลูกอุกกบาตที่สำรวจพบจึงเป็นเพียงส่วนน้อยมาก ผิวของลูกอุกกาบาตที่พบจะมีรอยไหม้ดำเกรียมเสมอเพราะต้องผ่านการ
เสียดสีกับบรรยากาศโลกจนลุกไหม้มาก่อนตกถึงพื้นโลก

ลูกอุกกาบาต

แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ตามองค์ประกอบของแร่ธาตุ ได้แก่ ลูกอุกกาบาตหิน เป็นชนิดที่พบมากที่สุด
ถึง 93% ลูกอุกกาบาตเหล็กประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิลประมาณ 99% สำรวจพบประมาณ 6% และชนิด
ที่พบน้อยที่สุดเพียง 1% คือ ลูกอุกกาบาตหินปนเหล็ก

ฝนดาวตกและดาวหาง

เมื่อดาวหางเคลื่อนใกล้ได้รับพลังงานและรังสีจากดวงอาทิตย์ ทำให้ก๊าซและน้ำที่จับตัวแข็งรวมกับฝุ่น
ดิน หินในส่วนหัวเกิดการระเหิด ฝุ่น และดินหินหลุดออกมาจากส่วนหัวทิ้งเป็นทางยาวตามการเคลื่อนที่ของ
ดาวหาง(เมื่อสะท้อนแสงอาทิตย์ปรากฏเป็นหางยาว) ฝุ่นดินหินที่หลุดออกมาจากดาวหางนี้จึงปรากฏอยู่ตามทางที่ดาวหางเคลื่อนที่ผ่านไป หากเส้นทางที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ตัดผ่านกับเส้นทางที่ดาวหางเคยเคลื่อนผ่านมาก่อน ในวันที่โลกอยู่ในตำแหน่งนั้น โลกจึงเคลื่อนเข้าใกล้เศษดินหินที่หลุดออกมาจากดาวหาง แรงดึงดูดของโลกทำให้มีดินหินตกเข้าสู่บรรยากาศของโลกมากกว่าปกติ ในวันนั้นจะเห็นดาวตกจำนวนมาก เรียกว่าฝนดาวตก หรือ ฝนอุกกาบาต(Meteor Shower) ฝนดาวตกบางชุดอาจมีจำนวนมากถึง 40-50 ครั้งต่อ 1 ชั่วโมง โดยทิศทางการเคลื่อนที่ของดาวตกในฝนดาวตกแต่ละชุดจะมีทิศพุ่งออกจากจุดจุดหนึ่งในท้องฟ้าถ้าจุดนี้อยู่ในกลุ่มดาวใดจะเรียกชื่อฝนดาวตกตามชื่อของกลุ่มดาวนั้น เช่น ฝนดาวตกกลุ่มดาวนายพราน(Orionids) ดาวตกในฝนดาวตกชุดนี้มีทิศทางการเคลื่อนที่พุ่งออกจากกลุ่มดาวนายพราน(Orion) เห็นได้ในช่วงวันที่16-26 เดือนตุลาคมของทุกปี ปรากฏมากที่สุดประมาณวันที่ 20-21 ตุลาคม เป็นตำแหน่งในทางโคจรของโลกที่ดาวหางฮัลเล่ย์เคยเคลื่อนที่ผ่าน

ในรอบปีจะมีฝนดาวตกเกิดขึ้นทุกเดือน มากกว่า 25 ชุด ฝนดาวตกที่น่าสนใจได้แก่

ชื่อเรียก
Quadrantids
Lyrids
Eta Aquarids
Delta Aquarids
Perseids
Orionids
Taurids
Leonids
Geminids

วันที่เห็นมากที่สุด
มกราคม 3-4
เมษายน 21-22
พฤษภาคม 4-5
กรกฎาคม 29-30
สิงหาคม 11-12
ตุลาคม 20-21
ตุลาคม 31-2 พฤศจิกายน
พฤศจิกายน 17-18
ธันวาคม 13-14
ครั้งต่อชั่วโมง

40
15
20
20
50
25
15
15
50
ดาวหางที่เกี่ยวข้อง
-
Comet 1861 I
Halley's Comet
-
Comet 1862 III
Halley's Comet
Comet Encke
Comet 1866 I
-


อ้างอิงที่มา :ไทยรัฐออนไลน์ โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 สิงหาคม 2552, 16:22 น.

tags : ฝนดาวตก นักดาราศาสตร์

อ้างอิงที่มา http://www.geocities.com/Area51/Shire/1567/meteor.htm

เรียบเรียงจาก : เอกสารเผยแพร่ของ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ

อ้างอิงภาพ http://www.konmun.com/NewsUpdate1/id7327.aspx

หญิงไทย ให้นมจากเต้าเพิ่มขึ้น

หญิงไทย ให้นมจากเต้าเพิ่มขึ้น

วงการแพทย์ทั่วโลกยอมรับว่านมแม่เป็นอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทารก ระบุการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยังมีผลดีโดยตรงต่อสุขภาพของผู้ที่เป็นแม่ โดยจะลดโอกาสเกิดมะเร็งเต้านม

นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนา “หมออนามัยสานสายใยนมแม่” ว่า จากการรณรงค์ให้หญิงไทยเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน และเลี้ยงพร้อมอาหารตามวัยจนลูกอายุ 2 ปีหรือมากกว่า ตั้งแต่เดือนต.ค. 2550 ถึงต.ค. 2551 พบว่าหญิงไทยเริ่มรู้ถึงประโยชน์ของนมแม่มากขึ้น และหันมาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนร้อยละ 14 เพิ่มขึ้นจากปี 2548 ที่มีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า วงการแพทย์ทั่วโลกยอมรับว่านมแม่เป็นอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทารก ตั้งแต่อายุแรกเกิด-2 ปี มีสารอาหารมากกว่า 200 ชนิด เด็กที่กินนมแม่ติดต่อกัน 6 เดือน จะช่วยให้มีสุขภาพดี เจ็บป่วยน้อยกว่ากินนมผสม 2-7 เท่าตัว ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้ร้อยละ 40 โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ร้อยละ 20 และโรคอ้วนร้อยละ 22 ซึ่งหมายความว่าอาจช่วยลดการเกิดโรคความดันโลหิตสูง และเส้นโลหิตอุดตันเมื่อสูงวัยด้วย และยังช่วยให้เด็กมีไอคิวดีกว่าเด็กที่กินนมผสม 2–11 จุด การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยังมีผลดีโดยตรงต่อสุขภาพของผู้ที่เป็นแม่ โดยจะลดโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมและรังไข่ รวมถึงเกิดโรคกระดูกพรุนได้ด้วย.

นม หรือน้ำนม น้ำเลี้ยงมหัศจรรย์จากเต้าของแม่
น้ำนม จากนมแม่นั้นมีประโยชน์ และคุณค่ามากมายจำเป็นสำหรับการเลี้ยงเด็กทารกแรกเกิดเป็นอย่างยิ่ง

ประโยชน์ที่ได้รับจากการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

น้ำนมแม่ย่อยง่ายและอุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญ เช่น โปรตีน, คาร์โบไฮเดรต, ไขมันและเกลือแร่ ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโต และยังมีสารที่เรียกว่า เอนไซม์และฮอร์โมน ซึ่งเป็นตัวช่วยสร้างเซลล์สมองของเด็กทำให้เด็กฉลาด

หัวน้ำนมหรือโคลรอสตรุ้ม ซึ่งมีสีเหลืองใสจนถึงสีเหลืองเข้ม ซึ่งคุณแม่อย่าบีบทิ้ง ต้องให้ลูกได้กินเพราะเป็นน้ำนมที่มีประโยชน์ที่สุด หัวน้ำนมมีสารที่เรียกว่า เบต้าแคโรทีนที่ช่วยในการให้ภูมิต้านทานโรคและเป็นยาระบายอ่อน ๆ ขับขี้เทา ช่วยให้เด็กตัวเหลืองลดลง
แม่ ตัวแม่เองจะรูปร่างดีไม่อ้วน เพราะไขมันจะถูกดึงไปใช้ในการสร้างน้ำนม ทั้งยังทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว , ป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ รวมทั้งเกิดความรักความผูกพันระหว่างแม่-ลูก ตลอดจนสะดวกและปลอดภัย

ข้อควรปฏิบัติในการให้นมลูก

คุณแม่ควรทำความสะอาดหัวนม โดยการใช้สำลีชุบน้ำอุ่นเช็ดให้สะอาดก่อนและหลังให้นมทุกครั้ง และวิธีการให้นมลูกที่ถูกต้อง คือต้องให้หัวนมแม่อยู่ที่แก้มใกล้มุมปากลูกด้านใดด้านหนึ่ง เพราะเด็กจะหันไปมาจนพบหัวนมและดูดทันที

ควรให้ลูกอมหัวนมจนถึงส่วนคล้ำทั้งหมด เพื่อป้องกันเหงือกลูกที่จะกดลงบนหัวนมแม่ ซึ่งจะทำให้แม่เจ็บและหัวนมเป็นแผลได้

หลังจากให้นมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรอุ้มลูกพาดไหล่หรือจับนอนคว่ำเพื่อให้เรอเป็นการไล่ลมในกระเพาะ

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นมีประโยชน์อย่างมากทั้งต่อตัวเด็กและแม่เอง ถ้าแม่ทุกคนสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้อย่างถูกต้องแล้วจะช่วยทำให้ลูกนั้นเจริญเติบโตขึ้น มีสุขภาพและพัฒนาการที่สมบูรณ์ ทั้งด้านร่างกายสติปัญญา และจิตใจ และเป็นเยาวชนที่ดีของประเทศชาติได้

เทคนิคการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

1. ตรวจหัวนมตนเองว่ามีปัญหาต่อการดูดนมหรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการแก้ไขก่อนการคลอด
2. เมื่อแรกคลอด นมหยดแรกของลูกควรมาจากเต้านมแม่ ถึงแม้นมแม่จะยังไม่ไหลอย่างเต็มที่ แต่การที่ลูกดูดเต้านมจากแม่เป็นการกระตุ้นให้น้ำนมแม่ไหล
3. ถ้ามีเหตุจําเป็นที่ลูกไม่สามารถดูดนมจากเต้าแม่ได้ ให้แม่บีบนมเก็บใส่ขวดไว้ป้อนลูก อย่าทิ้งนาน
4. ให้ลูกนอนกับแม่ด้วยตลอด เพื่อให้ลูกดูดนมแม่ได้บ่อยที่สุดเท่าที่ลูกต้องการ แต่ที่สําคัญแม่ต้องอุ้มลูกให้ถูกวิธี น้ำนมจะไหลออกมาดี
5. คุณแม่ต้องดื่มน้ำเยอะๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และไม่เครียด ถึงแม้จะรู้สึกว่าน้ำนมไหลน้อย นั่นเป็นเพราะร่างกายกําลังปรับตัว
6. ถ้าเต้านมคัดมาก แต่ลูกยังไม่หิว ให้บีบน้ำนมเก็บใส่ภาชนะเอาไว้ แล้วแช่ตู้เย็นเป็นนมแม่สํารองเอาไว้ได้
7. คุณแม่ที่ต้องกลับไปทํางานประจํา ไม่ต้องวิตกกังวลว่าน้ำนมจะลดหายไป หรือต้องให้ลูกหย่านมแม่ เพราะคุณแม่สามารถปั๊มนมเก็บไว้ได้ในช่วง 3 เดือนแรก เมื่ออยู่ที่ทํางานก็ควรบีบหรือปั๊มนมแม่เก็บเอาไว้อย่างสม่ำเสมอ และให้ลูกดูดนมจากเต้าแม่ในช่วงกลางคืน และวันหยุดได้ ที่สําคัญคุณแม่ต้องศึกษาวิธีการเก็บนมแม่อย่างถูกวิธี
8. ความตั้งใจเป็นสิ่งสําคัญที่จะทําให้คุณแม่ให้นมแม่กับลูกไปนานที่สุดเท่าที่จะทําได้

อย่าเลี่ยงทารกแรกเกิดด้วยนมวัว หรือนมผง ควรเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ อย่างน้อย 3 เดือน เด็กทารกจะมีภูมิต้านทานโรค และแข็งแรง

เป็นที่ทราบดีว่า น้ำนมแม่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์และจำเป็นสำหรับทารกแรกเกิด เพราะ ทารกเป็นวัยที่ยังไม่สามารถสร้างภูมิต้านทานโรคได้เอง และในน้ำนมของแม่ก็มีสารอาหารหลากหลายที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับทารก หนึ่งในนั้นคือ “โปรไบโอติกส์ (Probiotics)”

“โปรไบโอติกส์ (Probiotics)” คือ จุลินทรีย์สุขภาพ ซึ่งจัดเป็นเชื้อแบคทีเรียที่เป็นมิตรกับร่างกาย และเป็นแบคทีเรียชนิดเดียวกับแบคทีเรียในน้ำนมแม่ เมื่อทารกได้รับจุลินทรีย์โปรไบโอติกส์เข้าสู่กระเพาะอาหารและลำไส้ จุลินทรีย์ชนิดนี้ก็จะเพิ่มจำนวนเป็นทวีคูณในกระเพาะอาหารและลำไส้ของทารก เพื่อช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งบทบาทของโปรไบโอติกส์นั้น จะช่วยในการป้องกันโรค สร้างภูมิคุ้มกัน และช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดที่ไม่เป็นมิตรต่อร่างกาย ที่ติดมากับอาหารหรือสิ่งที่ทารกรับประทานเข้าไป เป็นเหตุให้เกิดอาการติดเชื้อและท้องร่วงในทารก ซึ่งโปรไบโอติกส์สามารถป้องกันอาการต่างๆ เหล่านี้ได้ เปรียบเสมือนเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เชื้อโรคทะลุผ่านเข้ามาในร่างกายของทารก

นอกจากนี้ โปรไบโอติกส์ ยังช่วยป้องกันอาการที่ร่างกายไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตส ซึ่งมาจากอาหารประเภทนมได้ และเพิ่มความสามารถในการดูดซึมแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึง ช่วยกระตุ้นภูมคุ้มกันที่ยังไม่สมบูรณ์ของทารกด้วย

ปัจจุบัน มี โปรไบโอติกส์ ในรูปแบบของอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาทิ โยเกิร์ตและนมเปรี้ยวหลายยี่ห้อในท้องตลาด ดังนั้น ผู้เป็นแม่ควรศึกษาหาข้อมูลของคุณค่าและโภชนาการของน้ำนมแม่ และเลือกรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของ โปรไบโอติกส์ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพและภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับลูกน้อย

ประโยน์จากการให้นมแม่
-ลดการเกิดโรคภูมิแพ้
- อาเจียนลดลง
- ลดท้องร่วง
- ปอดบวม หลอดลมอักเสบลดลง
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบลดลง
- ลดอุบัติการณ์เสียชีวิเฉียบพลันที่เรียกว่า Sudden Infant Death Syndrome (SIDS).
- ได้รับภูมิคุ้มกันเร็วขึ้น
- น้ำนมเหลือง( colostrum)จะขับน้ำดีเพื่อลดอาการตัวเหลือง
- สามารถย่อยได้ง่ายและมีสารอาหารครบถ้วน
- มีสัดส่วนอาหารที่เหมาะสม
- พัฒนาการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อปาก

สิ่งที่แม่ได้รับจากการให้นมลูก

- จะช่วยให้คุณแม่เผาผลาญพลังงาน ทำให้น้ำหนักกลับสู่ปกติได้เร็ว การให้นมแก่ลูกจะใช้พลังงานวันละ 200-50กิโลแคลอรี่หากจะเปรียบเทียบกับการออกกำลังกายต้องว่าน้ำไปกลับ 30 รอบหรือขี่จักรยาน 1 ชั่วโมง
- ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ ลดอาการวัยทอง ลดการเกิดมะเร็งเต้านม
- ป้องกันโรคกระดูกพรุน
- ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานทั้งชนิดที่1 และ 2 จะมีระดับน้ำตาลที่ต่ำลด และต้องการอินซูลินลดลง
- ช่วยเลื่อนการมีประจำเดือน ทำให้การตั้งครรภ์ไม่ถี่เกินไป
- ทำให้มดลูกกลับสู่ภาวะปกติเร็วขึ้น
- ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก
- ไม่มีปัญหาเรื่องคัดเต้านม
- ประหยัดเวลาไม่ต้องเตรียมนม
- ประหยัดค่าใช้จ่าย

เทคนิคการบีบ เก็บน้ำนมแม่

ควรล้างมือให้สะอาดก่อนการบีบและการเก็บน้ำนม ทุกครั้ง
หามุมสงบนั่งให้สบายผ่อนคลายจะช่วยทำให้การหลั่งน้ำนมดีขึ้น ถ้าเต้านมคัดตึง แม่อาจประคบเต้านมด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นจัด 3-5 นาที
นวดเต้านมในลักษณะเป็นวงกลม จากฐานเต้านมเข้าหาหัวนม และคลึงเบา ๆ เพื่อกระตุ้นการหลั่งน้ำนม
บีบน้ำนมออกโดยใช้หัวแม่มือวางบนลานหัวนมด้านบน ส่วนนิ้วที่เหลือวางด้านตรงข้ามกดนิ้วเข้าหาทรวงอกก่อน แล้วค่อย ๆ บีบปลายนิ้วเข้าหากัน น้ำนมแม่ละไหลออกมา
เก็บใส่ภาชนะสะอาด ที่เตรียมไว้
ทำซ้ำใหม่ กด-บีบ- ปล่อย เป็นจังหวะช้า ๆ เมื่อน้ำนมไหลน้อยจึงเปลี่ยนตำแหน่งที่วางนิ้วไปบริเวณรอบลาน ๆ นมเพื่อให้น้ำนมไหลออกจากกระเปาะน้ำนมทุกอัน ( อาจบีบน้ำนมทิ้งก่อน 2-3 หยด เพื่อชะล้าง รูเปิดของน้ำนม )
ใช้เวลาบีบน้ำนมแต่ละข้าง ประมาณ 10-15 นาที
การบีบน้ำนมด้วยมือ หากทำอย่างนุ่มนวลถูกวิธีแล้วแม่จะไม่เจ็บและมีน้ำนมออกดี ต้องทำอย่างน้อย 3 ชั่วโมง

การเก็บรักษาน้ำนมแม่

แบ่งเก็บน้ำนมในปริมาณที่ลูกกินหมดพอดีในแต่ละมื้อ
เมื่อเก็บน้ำนมเสร็จควรปิดภาชนะให้มิดชิดทันที เ
ขียนวันที่ เวลาที่เก็บไว้ จัดเรียงตามลำดับก่อนหลัง
ถ้าคิดว่าจะใช้น้ำนมนั้นหมดภายใน 2-3 วันให้เก็บตู้เย็นช่องธรรมดาชั้นบนสุด
ประมาณ 4 องศา เซลเซียสไม่ควรเก็บที่ประตูตู้เย็น เพราะอุณหภูมิไม่คงที่
ถ้ามีน้ำนมมากให้เก็บสำรอง ไว้ในช่องแช่แข็งของตู้เย็น
ระยะเวลา การเก็บรักษาน้ำนมแม่

วีธีเก็บ ระยะเวลาที่เก็บได้

เก็บที่อุณหภูมิห้อง ( > 25 องศาเซลเซียส) 1 ชั่วโมง
เก็บที่อุณหภูมิห้อง ( < 25 องศาเซลเซียส) 4 ชั่วโมง
เก็บในกระติกน้ำแข็ง 1 วัน
เก็บที่ตู้เย็นช่องธรรมดา 2-3 วัน
เก็บที่ตู้เย็นช่องแช่แข็ง ( แบบประตูเดียว ) 2 สัปดาห์
เก็บที่ตู้เย็นช่องแช่แข็ง ( แบบประตูแยก ) 3 เดือน
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่จะช่วยให้น้ำนมไหลดีขึ้น

เมื่อเริ่มต้นบีบน้ำนม 1-2 นาที ขอให้คุณแม่ใจเย็น ๆ และบีบเป็นจังหวะช้า ๆ
การบีบที่หัวนม ทำให้เจ็บและน้ำนมไม่ไหล เพราะเป็น การบีบท่าให้ตีบ น้ำนมไหลไม่ดี
ฝึกหัดทำสักระยะจะค่อย ๆ เก่งขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ
การป้อนนมแม่ด้วยถ้วย ( Cup Feeding)
ใส่น้ำนมแม่ในถ้วย ประมาณครึ่งถ้วย
ประคองลูกให้อยู่ในท่านั่งตัวตรง หรือครึ่งนั่งครึ่งนอนบนตักของผู้ป้อน ถ้าลูกดิ้นมากอาจต้องห่อตัวลูกวางปากถ้วยที่ริมฝีปากล่างาของลูก เอียงถ้วยให้น้ำนมสัมผัสปลายลิ้นของลูก ลูกจะใช้ลิ้นไล้น้ำนมแม่เข้าปากอย่าเทน้ำนมเข้าปากลูก เพราะลูกจะสำลัก

การนำน้ำนมแม่ที่แช่เย็นมาใช้

นมที่เก็บในช่องธรรมดา ให้นำมาวางไว้นอกตู้เย็น หรือแช่น้ำอุ่น เพื่อหายเย็น, ห้ามอุ่นในน้ำร้อนจัดหรือเข้าไมโครเวฟ เพราะภูมิต้านทานในน้ำนมแม่จะสูญเสีย ไป นำนมเก่า ในช่องแช่แข็งมาใช้ก่อนโดนนำมาไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดา 1 คืน ให้ละลายตัว, นมแช่แข็งที่ละลายแล้วไม่ควรนำกลับไปแช่แข็งอีก, นมที่ละลายแล้วยังไม่ได้กิน ให้รีบนำไปแช่ตู้เย็นใหม่สามารถเก็บได้ 4 ชั่วโมง หรือจนถึงมื้อต่อไป นมที่ละลายแล้ววางที่อุณหภูมิ ห้องนานเกิน 1 ชั่วโมง ให้ทิ้ง ไม่เก็บไว้กินต่อ




อ้างอิงที่มา : ไทยรัฐออนไลน์โดย ทีมข่าวการศึกษา 10 สิงหาคม 2552, 18:40 น.
tags : สธ.หญิงไทย นมจากเต้า
อ้างอิงภาพ : j5.rtarf.mi.t
ที่มา http://theenergy.biz/forum/index.php?topic=48.0
Date of this item added :
2009-06-16
อ.ระดมพล ช่วยชูชาติ : e-mail Address :: yawradompon@hotmail.com Tel :: 089-7262051 ::